Ming Dynasty admiral spooks Taiwan

By Jens Kastner
12/04/2011

ขณะที่จีนใกล้จะนำเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของตนออกมาจากอู่และปล่อยลงแล่นฉิวบนผืนน้ำอยู่รอมร่อ ไต้หวันก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจจากรายงานข่าวบางกระแสที่ว่า เรือลำนี้จะได้รับการขนานนามตามชื่อของผู้บัญชาการทหารแห่งราชวงศ์หมิง ซึ่งหันไปรับใช้ราชวงศ์ชิงและเข้าพิชิตเกาะไต้หวันเมื่อปี 1683 พวกผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่าวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้คือการแผ่ขยาย “อำนาจละมุน” และการรักษาความปลอดภัยในเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับไต้หวัน กระนั้นก็ตาม สุ้มเสียงภายในกองทัพเรือของเกาะแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในลักษณะของการระแวงระวังภัย

*ข้อเขียนนี้แบ่งเป็น 2 ตอน นี่คือตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนจบ*

(ต่อจากตอนแรก)

มีผู้สังเกตการณ์หลายรายพยากรณ์ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนลำนี้ น่าจะใช้ฐานทัพเรือซานหยา บนเกาะไห่หนาน (ไหหลำ) ที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน เป็นท่าเรือแม่ของตน ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริงๆ นาวายักษ์ลำนี้ก็จะต้องเข้าประจำการในสังกัดกองเรือทะเลจีนใต้ (South China Sea Fleet) ของกองทัพเรือ แห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน และน่าที่จะปฏิบัติภารกิจแล่นเรือไปๆ มาๆ ระหว่างแดนมังกรกับแถบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้แก่เส้นทางลำเลียงขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของปักกิ่ง

ภารกิจอื่นๆ ที่พวกผู้สังเกตการณ์ระบุว่าอาจเป็นไปได้อีก ก็ได้แก่การเพิ่มพูนแสนยานุภาพทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ ท่ามกลางการพิพาทช่วงชิงอธิปไตยเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะต่างๆ ในแถบนี้ ระหว่างจีน, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่เป็นเครื่องมือแห่ง “อำนาจละมุน” (soft power) ด้วยการเข้ามีส่วนร่วมในภารกิจบรรเทาทุกข์เพื่อมนุษยธรรมขนาดใหญ่ๆ

ถึงแม้พวกผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่า วัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ ไม่ใช่การมุ่งรับเหตุอันไม่คาดหมายซึ่งเกี่ยวข้องพัวพันกับไต้หวัน แต่สุ้มเสียงภายในกองทัพเรือไต้หวันเองกลับยังคงอยู่ในลักษณะของการะแวงระวังภัย บุคคลหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นในทำนองนี้ได้แก่ หวาง จื่อเผิง (Wang Jhy-perng) นักวิจัยของสมาคมเพื่อการบริหารจัดการด้านกลาโหมและยุทธศาสตร์ (Association for Managing Defense and Strategies) และเป็นนายทหารกองหนุนยศนาวาเอกแห่งกองทัพเรือไต้หวัน

“ในอดีตที่ผ่านมา ไต้หวันได้อาศัยช่องแคบไต้หวัน และเทือกเขาตอนกลาง (Central Mountain Range) ของเกาะ เป็นเกราะป้องกันทางธรรมชาติ แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อจีนมีเครื่องมือต่างๆ ในรูปของอาวุธเพื่อการต่อต้านการเข้าถึง/ปฏิเสธไม่เข้าสู่พื้นที่ (anti-access/area-denial weapons) ซึ่งสามารถที่จะกีดกันกำลังทหารของสหรัฐฯให้พ้นทาง, ป้องกันไม่ให้กำลังทหารสหรัฐฯสามารถเข้ามาช่วยหลือไต้หวันได้อย่างรวดเร็ว, ฝ่ายจีนก็จะสามารถโจมตีไต้หวันจากทางด้านหลังได้โดยอาศัยความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกครื่องบินของพวกเขา”

เทือกเขาตอนกลางที่พูดถึงนี้ เป็นเทือกเขาที่ทอดแนวยาวจากตอนเหนือของเกาะไต้หวันไปจนถึงตอนใต้ โดยที่บางช่วงมีความสูงกว่า 3,000 เมตร เนื่องจากอาวุธจีนที่ทางไต้หวันกลัวเกรงมากที่สุด คือ ขีปนาวุธยุทธวิธีพิสัยใกล้แบบ ดีเอฟ-15 (DF-15 short-range tactical missile) สามารถยิงใส่เป้าหมายต่างๆ ได้แค่เฉพาะทางฟากตะวันตกของแนวเทือกเขานี้ ดังนั้นจึงมีการประเมินสถานการณ์กันว่า การป้องกันบรรดาค่ายทหารของไต้หวันที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออก จะเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายกว่ากันมาก

หวางยังบอกด้วยว่า ขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missile) ที่ระบุว่าจีนได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่าแบบ ดีเอฟ-16 (DF-16) นั้น มีความเป็นไปได้อยู่มากที่จะยิงไปถูกภูเขาต่างๆ ที่รายล้อมบรรดาค่ายทหารที่ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันออก มากกว่าตัวสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่เป็นเป้าหมาย เนื่องจากสภาพพื้นที่ไม่มีมุมที่จะทำให้ขีปนาวุธโค้งกลับลงมาตกใส่

หวางยังระบุถึงแนวความคิดที่เสนอเอาไว้เมื่อไม่นานมานี้โดย หลาน หนิงหลี่ (Lan Ning-li) พลเรือโทเกษียณอายุแห่งกองทัพเรือไต้หวัน ตามความเห็นของหลาน แต่ไหนแต่ไรยุทธศาสตร์ทางนาวีของไต้หวันคือการป้องกันไม่ให้กองเรือทะเลจีนตะวันออก (East China Sea fleet) ของจีน สามารถที่จะรวมกำลังกับกองเรือทะเลจีนใต้ ในบริเวณเขตช่องแคบไต้หวัน เพื่อดำเนินการเคลื่อนทัพในลักษณะของปากคีบเข้ามาหนีบไต้หวัน

แต่แม้กระทั่งในกรณีที่เรือรบของไต้หวันสามารถสกัดกั้นไม่ให้ข้าศึกเข้ามาจากทางด้านเหนือและด้านใต้ของช่องแคบไต้หวันได้ หลานซึ่งให้ความเห็นในทำนองเดียวกับการประเมินสถานการณ์ของหวาง ก็ยังมองว่าเรือบรรทุกเครื่องวาร์ยัก จะทำให้จีนสามารถขยายกิจกรรมทางนาวีไปยังด้านตะวันออกของไต้หวัน นั่นคือในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกได้อยู่ดี

นายพลเรือเกษียณอายุผู้นี้ ยังอธิบายแจกแจงถึงสิ่งที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้สามารถจะก่อขึ้นกับกรณีพิพาทช่วงชิงอธิปไตยเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะอันอุดมด้วยทรัพยากรในทะเลจีนใต้

“ถ้าเกิดมีเหตุหรือมีการพัฒนาอะไรขึ้นที่นั่น (น่านน้ำในทะเลจีนใต้) แล้ว จากการที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน จีนก็ย่อมสามารถที่จะแสดงปฏิกิริยาออกไปได้อย่างรวดเร็ว” เขาให้ความเห็นกับสื่อมวลชนไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม จอห์น ไพก์ (John Pike) ผู้อำนวยการของเว็บไซต์ GlobalSecurity.org ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมที่มักถูกเรียกตัวไปให้ปากคำต่อรัฐสภาสหรัฐฯเป็นประจำ ได้บอกกับเอเชียไทมส์ออนไลน์ว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อไต้หวันมากมายนักหนาหรอก

“มีความจริงที่แน่นอนอยู่แล้วว่า จีนนั้นไม่ได้ขาดแคลนแสนยานุภาพทางอากาศชนิดใช้พื้นดินเป็นฐาน (land-based airpower) ที่สามารถเข้ามาถึงไต้หวันได้ ส่วนความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ก็ยังห่างไกลนักจากการที่จะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน” เขาเสนอเหตุผลโต้แย้ง

“อันที่จริงเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก (amphibious assault ship) ลำใหม่ ตลอดจนเรือโรงพยาบาล (hospital ship) ของจีน ยังจะน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินนัก และก็ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ตลอดทั่วทั้งทะเลจีนใต้นั้น ล้วนตกอยู่ภายในพิสัยการบินที่อาศัยภาคพื้นดินเป็นฐานของจีนอยู่แล้ว”

ไพก์ยืนยันว่า เรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียวย่อมไม่สามารถที่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ “มีประเทศอื่นๆ จำนวนมาก เป็นต้นว่า ไทย หรือบราซิล ก็มีเรือบรรทุกอากาศยานอยู่ 1 ลำ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้สถานการณ์แตกต่างออกไปจากเดิมเลย” เขาชี้

ทั้งนี้เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกที่ไพก์พูดถึงนั้น เป็นเรือที่สามารถลำเลียงนาวิกโยธินหรือทหารบก พร้อมด้วยยานขนส่งหุ้มเกราะและปืนใหญ่ของพวกเขา ตลอดจนเฮลิคอปเตอร์ขนส่งหรือเฮลิคอปเตอร์โจมตีจำนวนน้อยๆ อีกจำนวนหนึ่ง ด้วยสมรรถนะเช่นนี้ทำให้เรือประเภทนี้กลายเป็นระบบอาวุธอันเหมาะเจาะสมบูรณ์แบบสำหรับการลำเลียงหน่วยทหารชั้นนำที่จำเป็นแก่การใช้รุกรานไต้หวัน รวมทั้งยังอาจใช้ขนยานโฮเวอร์คราฟต์มาปล่อยลงน้ำยังที่หมายที่เหมาะสม ซึ่งจะสามารถเล็ดรอดผ่านแนวป้องกันชายฝั่งเบื้องต้นของไต้หวันไปได้

ทางด้าน โอลิเวอร์ บราวเนอร์ (Oliver Brauner) แห่งโครงการจีนและความมั่นคงทั่วโลก (China and Global Security Program) ของสถาบันวิจัยเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสต็อกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute) มีความเห็นตรงกันกับไพก์ที่ว่า การที่จีนปล่อยเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของตนลงน้ำ จะไม่เปลี่ยนแปลงสมดุลทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

“สิ่งปลูกสร้างทางทหารต่างๆ ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ที่มีอยู่บนแผ่นดินใหญ่จีนในเวลานี้ ก็เพียงพออยู่แล้วสำหรับใช้ในการทำศึกกับไต้หวัน รวมทั้งเมื่อใช้ในการป้องกัน ก็ดีกว่าการมีเรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียว” เขาบอก พร้อมกับพูดย้ำต่อไปว่า สำหรับแถบทะเลจีนใต้ สภาพการณ์ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

“เกาะไห่หนานมีลักษณะเหมือนกับเป็น ‘เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม’ (unsinkable aircraft carrier) ดังนั้นจึงมีคุณค่าในทางยุทธศาสตร์ยิ่งกว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำหนึ่งมากมายนัก”

ตามความเห็นของบราวเนอร์ นอกเหนือจากหน้าที่ในการเป็นฐานสำหรับการฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของจีนแล้ว บทบาทของเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของแดนมังกรน่าจะอยู่ในลักษณะเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งทางทหารของประเทศ ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการสำแดง “อำนาจละมุน”

“ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องลำนี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยพวกประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าของจีนและโดยสหรัฐฯนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็อาจทำให้ปักกิ่งได้รับความยกย่องนับถือจากพวกประเทศซึ่งวิพากษ์วิจารณ์หรือกระทั่งเป็นปรปักษ์ต่อสหรัฐฯ และต่อการวางตัวเป็นเจ้าของโลกตะวันตก”

สำหรับชื่อใหม่ของเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนลำนี้ หวาง จื่อเผิงเห็นว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะมีการเลือกใช้ชื่อ สือ หลาง เนื่องจากจีนเองย่อมจะทราบดีว่า หากใช้ชื่อนี้จริงๆ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องถูกมองในแง่ลบมากๆ ทั้งในไต้หวันและในระดับระหว่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ “ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกเขาจะตั้งชื่อเรือรบลำนี้ว่า เหมา เจ๋อตง หรือไม่ก็ เติ้ง เสี่ยวผิง” หวางบอก

เยนส์ คัสต์เนอร์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่พำนักอยู่ในไทเป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s